JustMakeWeb.com

รับทำเว็บไซต์

รับทำเว็บโรงแรม

รับทำเว็บขายของ รับทำเว็บบริษัท เว็บสำเร็จรูป รับทำเว็บร้านค้า ออกแบบเว็บไซต์ ใช้งานได้ง่าย รองรับ SEO โปรโมท GOOGLE ให้ติดอันดับได้อย่างรวดเร็ว ,

ลงโฆษณาฟรี

VPS ราคาถูก

รับทำเว็บไซต์
เกี่ยวกับสำนักงาน บริการของเรา ทนายความ ดาวน์โหลดกฏหมาย ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม
สมาชิก
ค้นฎีกา
ศาลยุติธรรม
กระทรวงยุติธรรม
สภาทนายความ
กรมที่ดิน
กรมบังคับคดี
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

สัญญาต่างตอบแทน


ทนายกาญจน์
(Admin)
เมื่อ » 2013-04-01 11:53:01 (IP : , ,115.87.25.52 ,, Admin)
สัญญาต่างตอบแทน
โดยท่านนาถสินี ยุติธรรมดำรง

สัญญาต่างตอบแทน (มาตรา 369)
   มาตรา 369 บัญญัติว่า “ในสัญญาต่างตอบแทนนั้น คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งจะไม่ยอมชำระหนี้จนกว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะชำระหนี้หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้ก็ได้ แต่ความข้อนี้ท่านมิให้ใช้บังคับถ้าหนี้ของคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งยังไม่ถึงกำหนด”

   หลักพิจารณา
1. สัญญาต่างตอบแทน คือสัญญาที่มีลักษณะที่คู่สัญญาต่างมีหนี้ต้องชำระตอบแทนซึ่งกันและกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจึงเป็นทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้ในสัญญาเดียวกัน

2. กรณีที่คู่สัญญาผ่านหนึ่งไม่ยอมชำระหนี้ของตน หรือไม่ขอปฏิบัติการชำระหนี้ คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งก็มีสิทธิที่จะไม่ชำระหนี้ของคู่สัญญาฝ่ายแรกได้
      2.1 การชำระหนี้คือ การที่มีการชำระหนี้กันจริง
      2.2 การขอปฏิบัติการชำระหนี้ เป็นเรื่องที่ลูกหนี้ของปฏิบัติการชำระหนี้ โดยที่ตนพร้อมที่จะชำระหนี้ด้วย ถ้ายังไม่พร้อม อีกฝ่ายก็มีสิทธิปฏิเสธการชำระหนี้ได้
      2.3 การชำระหนี้หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้ ต้องหมายถึงหนี้ทั้งหมดไม่ใช่เฉพาะบางส่วน หากเป็นการชำระหนี้ไม่ครบถ้วน คู่สัญญาอีกฝ่ายย่อมมีสิทธิไม่ชำระหนี้ตอบได้เช่นกัน เช่นทำสัญญาเช่าที่ดินเพื่อปลูกสร้างตึกแต่ผู้ให้เช่าไม่ส่งมอบที่ดินให้ครบถ้วน ผู้เช่าจะยังไม่ชำระค่าเช่าให้แก่ผู้ให้เช่าตามสัญญาเช่าได้ เพราะผู้ให้เช่าไม่ได้ปฏิบัติการชำระหนี้ ผู้เช่าซึ่งเป็นคู่สัญญาต่างตอบแทนก็ยังไม่ต้องชำระหนี้แก่ผู้ให้เช่า
      2.4 กรณีการชำระหนี้ต่างตอบแทน แต่ละฝ่ายมีกำหนดเวลาชำระหนี้ต่างกัน ฝ่ายที่หนี้ถึงกำหนดชำระก่อนจะเกี่ยงให้อีกฝ่ายหนึ่งชำระหนี้ก่อนไม่ได้เพราะหนี้ของตนถึงกำหนดชำระแล้ว เช่น สัญญาซื้อขายที่ดินมีสัญญาข้อหนึ่งว่าผู้ซื้อต้องชำระหนี้ภายใน 7 วัน หลังจากนั้นผู้ขายต้องจดทะเบียนโอนที่ดินให้ภายใน 1 เดือน เช่นนี้    ผู้ซื้อจะปฏิเสธไม่ยอมชำระหนี้ โดยอ้างสัญญาต่างตอบแทนไม่ได้

3. กรณีสัญญาต่างตอบแทนมีวัตถุประสงค์เป็นการก่อให้เกิด หรือโอนทรัพยสิทธิในทรัพย์เฉพาะสิ่ง และทรัพย์นั้นสูญหรือ  เสียหายไปด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะโทษลูกหนี้มิได้ การสูญหรือเสียหายนั้นตกเป็นพับแก่เจ้าหนี้
      3.1 ต้องเป็นกรณีที่กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่เป็นวัตถุของสัญญา โอนมายังเจ้าหนี้แล้ว
      3.2 ถ้าทรัพย์ซึ่งเป็นวัตถุแห่งสัญญาสูญหรือเสียหายไปเพราะเหตุที่โทษลูกหนี้ได้ ลูกหนี้จะต้องรับผลของภัยพิบัติที่เกิดขึ้น คือลูกหนี้ไม่มีสิทธิเรียกให้เจ้าหนี้ชำระหนี้ตอบแทน

คำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ มาตรา 386
ฎ 6746/2547 – สัญญาจะซื้อจะขายบ้านพร้อมที่ดินระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทน และล่วงเลยระยะเวลาการชำระหนี้มาประมาณครึ่งปีแล้ว โดยโจทก์มิได้ชำระเงินดาวน์ให้ครบถ้วนตามสัญญา ส่วนจำเลยก็มิได้ก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จในกำหนดที่ตกลงเช่นกัน หนี้ที่จำเลยทวงถามเป็นเงินดาวน์งวดสุดท้ายเพียง 29,500 บาท ซึ่งโจทก์ชำระมาแล้วถึง 642,000 บาท คงเหลือเพียงการโอนกรรมสิทธิ์กันและชำระเงินที่เหลือทั้งหมดโดยวิธีกู้เงินจากธนาคารเท่านั้น ดังนั้นหนังสือบอกกล่าวของจำเลยที่ทวงถามให้โจทก์ชำระหนี้เงินดาวน์งวดสุดท้ายเพื่อใช้สิทธิบอกเลิกสัญญานั้น จำเลยจะต้องขอปฏิบัติการชำระหนี้ต่อโจทก์ด้วยว่าจำเลยพร้อมที่จะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านให้แก่โจทก์แล้ว เมื่อจำเลยมิได้ขอปฏิบัติการชำระหนี้ด้วย โจทก์จะไม่ยอมชำระหนี้นั้นก็ได้ตาม ปพพ. มาตรา 369 เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาภายหลังจากจำเลยเคยบอกเลิกสัญญามาแล้ว เท่ากับต่างฝ่ายต่างมีเจตนาเลิกสัญญาต่อกัน สัญญาระหว่างโจทก์จำเลยจึงเป็นอันเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะที่เป็นอยู่เดิม จำเลยต้องคืนเงินดาวน์ที่โจทก์ชำระแล้วทั้งหมดแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยตาม ปพพ. มาตรา 391

ฎ 8673/2547 – โจทก์และจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโดยมีข้อตกลงว่า หากจำเลยชำระเงินให้โจทก์ทั้งหมดครบถ้วนแล้ว โจทก์ตกลงยินยอมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วนที่โจทก์ถือกรรมสิทธิ์อยู่ให้แก่จำเลยเป็นการตอบแทนในวันที่จำเลยชำระหนี้ครบถ้วน หนี้ระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นหนี้ที่คู่สัญญาแต่ละฝ่ายต้องชำระตอบแทนซึ่งกันและกันทันทีที่อีกฝ่ายหนึ่งชำระหนี้หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้ มิใช่เพียงข้อผูกพันที่คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจะแยกการชำระหนี้ออกจากกันได้ กรณีจึงต้องปฏิบัติตาม ปพพ. มาตรา 369 คือ คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งจะไม่ยอมชำระหนี้จนกว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะชำระหนี้หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้ก็ได้ การที่โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้กู้ยืมเงินทั้งหมดแก่โจทก์ โดยมิได้เสนอว่าโจทก์ขอปฏิบัติการชำระหนี้ให้ถูกต้องตามสัญญากู้เงินตอบแทนด้วย จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะไม่ชำระหนี้กู้ยืมเงินให้แก่โจทก์จนกว่าโจทก์จะชำระหนี้ ตอบแทน

   ฎ 4974/2545 – จำเลยเป็นผู้ให้เช่าซื้อรถยนต์ ย่อมมีหน้าที่ต้อง ส่งมอบสำเนาทะเบียนรถยนต์และแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ให้แก่โจทก์ผู้เช่าซื้อ เพราะสำเนาทะเบียนรถยนต์และแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์เป็นสาระสำคัญในการใช้รถ จำเลยส่งมอบรถให้โจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อโดยรถยนต์ไม่มีสภาพเหมาะสมจะใช้งานได้ตามประโยชน์ที่มุ่งหมายตามสัญญาเช่าซื้อ จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตาม ปพพ. มาตรา 472 ประกอบมาตรา 549 จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อ จะอ้างเหตุอันเกิดจากบริษัท น. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกยังไม่โอนทะเบียนรถยนต์ให้จำเลยไม่ได้ เนื่องจากสัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อและไม่ชำระค่าเช่าซื้อได้ตาม ปพพ. มาตรา 369
      (ฎ 951/2544)


ข้อสอบเนติฯ สมัยที่ 56 (ปี 2546)
คำถาม – นายเขียวทำสัญญาจ้างนายเหลืองซึ่งมีอาชีพทนายความ ฟ้องนายม่วงให้ชำระหนี้ตามเช็คจำนวน 1,000,000 บาท แก่นายเขียว โดยตกลงว่านายเหลืองต้องฟ้องร้องและว่าความให้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด คิดค่าจ้าง 100,000 บาท จะชำระค่าจ้างทั้งหมดวันที่คดีถึงที่สุด นายเหลืองได้ฟ้องนายม่วงและว่าความให้นายเขียวโดยใช้ความรู้ความสามารถตามหน้าที่ตลอดมาจนถึงชั้นฎีกา นายเหลืองแจ้งให้นายเขียวทราบว่าศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในวันที่ 1 ก.ย.44 ให้นายเขียวไปฟังคำพิพากษาและนำค่าจ้างไปชำระให้นายเหลืองด้วย ครั้งถึงวันนัดนายเหลืองไปฟังคำพิพากษา ส่วนนายเขียวไม่ไป ปรากฏว่าศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโดยฟังว่านายม่วงชำระหนี้ให้นายเขียวครบถ้วนแล้ว ต่อมาวันที่ 1 ธ.ค.44 นายเหลืองแจ้งผลคดีให้นายเขียวทราบและขอให้ชำระค่าจ้างจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 2 ก.ย.44 เป็นต้นไป นายเขียวไม่ยอมชำระเงินดังกล่าว อ้างว่านายเขียวไม่ต้องรับผิดชำระเงินนั้นเนื่องจากนายเขียวแพ้คดีและนายเขียวยังไม่ตกเป็นผู้ผิดนัด
      ให้วินิจฉัยว่า นายเขียวต้องรับผิดชำระค่าจ้างและดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 2 ก.ย.44 แก่นายเหลืองหรือไม่

ธงคำตอบ – การที่นายเขียวทำสัญญาจ้างนายเหลืองให้ฟ้องนายม่วงและว่าความจนกว่าคดีถึงที่สุด เป็นสัญญาต่างตอบแทนก่อให้เกิดหนี้ที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะต้องชำระต่างตอบแทนกัน โดยหนี้ที่นายเหลืองจะต้องชำระนั้นเป็นหนี้ที่มีวัตถุแห่งหนี้เป็นการกระทำซึ่งต้องใช้ความรู้ความสามารถในการว่าความจนกว่าคดีถึงที่สุด เมื่อนายเหลืองได้ทำการฟ้องนายม่วงและว่าความโดยใช้ความรู้ความสามารถตามหน้าที่จนคดีถึงที่สุดแล้ว แม้ผลคดีนายเขียวจะแพ้คดีก็ตาม ก็ถือว่านายเหลืองได้ชำระหนี้ในส่วนของตนด้วยการกระทำต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้แล้ว นายเหลืองจึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างจำนวน 100,000 บาทจากนายเขียว เป็นการตอบแทนตามสัญญาดังกล่าวตาม ปพพ. มาตรา 369 (เทียบ ฎ 7406/2540)

ส่วนดอกเบี้ยนั้น การที่สัญญาจ้างกำหนดว่า นายเขียวจะชำระค่าจ้างทั้งหมดในวันที่คดีถึงที่สุด ถือว่าเป็นหนี้ที่มีกำหนดเวลาชำระ แต่มิใช่กำหนดเวลาชำระตามวันแห่งปฏิทินที่นายเขียวจะตกเป็นผู้ผิดนัดโดยไม่ต้องเตือน ตาม ปพพ. มาตรา 204 วรรคสอง แต่เป็นกรณีตามมาตรา 204 วรรคหนึ่ง ที่นายเขียวจะตกเป็นผู้ผิดนัดต่อเมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว และภายหลังแต่นั้นนายเหลืองได้ให้คำเตือนแล้วนายเขียวไม่ชำระหนี้ค่าจ้าง ดังนั้น เมื่อคดีถึงที่สุดในวันที 1 ก.ย. 44 ซึ่งเป็นวันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาอันถึงกำหนดเวลาชำระหนี้แล้ว แต่นายเหลืองมิได้เตือนให้นายเขียวชำระหนี้ นายเขียวจึงมิได้ตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 2 ก.ย.44 นายเขียวจึงยังไม่ต้องชำระดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 2 ก.ย.44 แก่นายเหลืองตามที่นายเหลืองเรียกร้อง

สัญญาต่างตอบแทนที่มีวัตถุประสงค์เป็นการโอนทรัพย์เฉพาะสิ่ง

มาตรา 370 – “ถ้าสัญญาต่างตอบแทนมีวัตถุที่ประสงค์เป็นการก่อให้เกิดหรือโอนทรัพยสิทธิในทรัพย์เฉพาะสิ่ง และทรัพย์นั้นสูญหรือเสียหายไปด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะโทษลูกหนี้มิได้ไซร้ ท่านว่าการสูญหรือเสียหายนั้นตกเป็นพับแก่เจ้าหนี้
      ถ้าไม่ใช่ทรัพย์เฉพาะสิ่ง ท่านให้ใช้บทบัญญัติที่กล่าวมาในวรรคก่อนนี้บังคับแต่เวลาที่ทรัพย์นั้นกลายเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 195 วรรค 2 นั้นไป”


หลักพิจารณาของมาตรา 370
1. ทรัพย์เฉพาะสิ่ง คือ ทรัพย์ที่ได้บ่งตัวทรัพย์ให้แน่นอนแล้วว่าเป็นทรัพย์อันใดโดยไม่ต้องมีการหมาย นับ ชั่ง ตวง วัด หรือคัดเลือกกันอีก
2. กรณีทรัพย์ซึ่งเป็นวัตถุแห่งหนี้ของสัญญาต่างตอบแทน สูญหรือเสียหายโดยเหตุอันจะโทษลูกหนี้ไม่ได้
      2.1 กรณีเป็นการโอนทรัพย์เฉพาะสิ่ง
         ก. การสูญหรือเสียหายตกเป็นพับแก่เจ้าหนี้ คือ เจ้าหนี้มีหน้าที่ต้องชำระหนี้ต่อลูกหนี้ แม้ว่าจะไม่ได้รับการชำระหนี้ตอบ
         ข. ความสูญหรือเสียหายนั้นจะโทษลูกหนี้ไม่ได้ เช่น ถูกลอบวางเพลิง มีกฎหมายหรือข้อกำหนดของทางราชการบังคับไม่ให้ปฏิบัติการชำระหนี้นั้นได้
      2.2 กรณีเป็นการโอนทรัพย์ที่มิใช่ทรัพย์เฉพาะสิ่ง
         ก. แม้ว่าความสูญหรือเสียหายจะมิใช่ความผิดของลูกหนี้ แต่เมื่อกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ยังไม่โอนมายังเจ้าหนี้ ความสูญหรือเสียหายก็ไม่ตกเป็นพับแก่เจ้าหนี้
         ข. ลูกหนี้ยังมีหน้าที่ที่จะจัดหาทรัพย์มาส่งมอบให้เจ้าหนี้ตามสัญญา

คำพิพากษาฎีกา มาตรา 370
   ฎ 339/2506 – จำเลยทำสัญญาขายไม้สักให้โจทก์และรับเงินค่าไม้ไปแล้ว ต่อมาเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้ตรวจไม้ที่จำเลยเตรียมไว้ตามสัญญา และตีตราของโจทก์ลงไว้ ย่อมถือได้ว่าไม้ที่ตีตราแล้วนั้นเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งตาม ปพพ. มาตรา 370 และบ่งตัวทรัพย์แน่นอน กรรมสิทธิ์ในไม้ตกเป็นของโจทก์แล้ว เมื่อมีคนลอบวางเพลิงโรงเลื่อยจำเลยซึ่งมิใช่ความผิดของจำเลย โจทก์จะเรียกร้องราคาไม้คืนจากจำเลยไม่ได้
      (กรณีทีมีการกำหนดตีตราไม้ที่ซื้อขายกันแล้ว ถือว่าไม้นั้นเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่ง ดังนั้นกรรมสิทธิ์ตกเป็นของผู้ซื้อแล้ว หากไม้เสียหายโดยไม่อาจจะโทษผู้ขายได้ ย่อมตกเป็นพับแก่ผู้ซื้อ)

   ฎ 723/2492 – ทำสัญญาซื้อขายน้ำตาลซึ่งใส่กระสอบไว้เป็นจำนวนแน่นอน น้ำตาลที่ซื้อขายกัน ไม่มีน้ำตาลอื่นปะปน และไม่ต้องชั่งตวงวัดกันอีก ผู้ซื้อได้ชำระราคาน้ำตาลนั้นเสร็จแล้ว แม้ผู้ซื้อฝากผู้ขายเก็บไว้ ณ ที่เดิม ก็ถือว่ากรรมสิทธิ์ตกเป็นของผู้ซื้อแล้ว เมื่อถูกทางราชการบังคับซื้อไป ผู้ขายไม่ต้องรับผิด



ต้องเข้าใจหลักกฎหมายอีก 3 ประการ
       1. การโอนกรรมสิทธิในสังหาริมทรัพย์โดยนิติกรรม – หากมีเจตนาให้กรรมสิทธิ์โอนไปและนิติกรรมถูกต้องตามเงื่อนไขกฎหมาย กรรมสิทธิ์โอนทันทีโดยไม่ต้องคำนึงว่ามีการส่งมอบการครอบครองทรัพย์หรือไม่
      2. หลักที่ว่าใครเป็นเจ้าของทรัพย์ใด หากทรัพย์นั้นสูญหรือเสียหายโดยโทษผู้อื่นไม่ได้ เจ้าของทรัพย์ก็ต้องรับภาระความสูญหรือเสียหายนั้น
      3. เรื่องการชำระหนี้ตามมาตรา 218,219 – หากการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์ซึ่งลูกหนี้ต้องรับผิดชอบ แม้ลูกหนี้ชำระหนี้ไม่ได้ ลูกหนี้ก็ต้องชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการไม่ชำระหนี้ (มาตรา 218) แต่หากการชำระหนี้พ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์ที่ลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบ ลูกหนี้ก็เป็นอันหลุดพ้นจากการชำระหนี้นั้น (มาตรา 219)



ข้อยกเว้นไม่ใช้บังคับมาตรา 370 ตามมาตรา 371
(สัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการโอนทรัพย์ แต่มีเงื่อนไขบังคับก่อน)

      มาตรา 371 – “บทบัญญัติที่กล่าวมาในมาตราก่อนนี้ ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าเป็นสัญญาต่างตอบแทนมีเงื่อนไขบังคับก่อนและทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งสัญญานั้นสูญหรือทำลายลงในระหว่างที่เงื่อนไขยังไม่สำเร็จ
      ถ้าทรัพย์นั้นเสียหายเพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะโทษเจ้าหนี้มิได้ และเมื่อเงื่อนไขนั้นสำเร็จแล้ว เจ้าหนี้จะเรียกให้ชำระหนี้โดยลดส่วนอันตนจะต้องชำระหนี้ตอบแทนนั้นลงหรือเลิกสัญญานั้นเสียก็ได้ แล้วแต่จะเลือก แต่ในกรณีที่ต้นเหตุเสียหายเกิดเพราะฝ่ายลูกหนี้นั้น ท่านว่าหากระทบกระทั่งถึงสิทธิของเจ้าหนี้ที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนไม่”

หลักพิจารณาตามมาตรา 371
      1. เป็นสัญญาต่างตอบแทนที่มีเงื่อนไขบังคับก่อน
      2. ทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งสัญญาสูญหายหรือทำลายลง ในระหว่างที่เงื่อนไขยังไม่สำเร็จ เช่นนี้ถือว่ากรรมสิทธิ์ยังมิได้โอนไปยังเจ้าหนี้เมื่อเกิดความสูญหายหรือทำลาย ย่อมไม่ตกเป็นพับแก่เจ้าหนี้ แต่ลูกหนี้ต้องรับผลของภัยพิบัติที่เกิดขึ้น เช่น สัญญาจะซื้อรถหมายเลข 1 ต่อเมื่อเรียนจบ แต่ระหว่างที่ยังเรียนไม่จบปรากฏว่ารถหมายเลข 1 ถูกลักไป เช่นนี้แม้ความสูญหรือทำลายไม่ได้เกิดจากเจ้าของรถ แต่เมื่อกรรมสิทธิ์ในรถยังมิได้โอนไปยังผู้จะซื้อ ภัยพิบัติที่เกิดขึ้น เจ้าของรถต้องรับผลที่เกิดขึ้น
      3. ทรัพย์นั้นเสียหายโดยโทษเจ้าหนี้มิได้ เมื่อเงื่อนไขสำเร็จ เจ้าหนี้จะเรียกให้ชำระหนี้โดยลดส่วนที่จะต้องชำระหนี้ตอบแทน หรือเลิกสัญญาได้ เช่น ตกลงเช่าบ้านเมื่อย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ แต่ก่อนเข้ามาอยู่ปรากฏว่าพายุพัดต้นไม้หักทับหลังคาบ้านเสียหายครึ่งหลัง เช่นนี้ผู้เช่าจะขอลดราคาค่าเช่าบ้านหรือจะยกเลิกไม่เช่าบ้านต่อก็ได้
      4. ความสูญหรือเสียหายเกิดขึ้นเพราะฝ่ายลูกหนี้ กรณีเช่นนี้ลูกหนี้ยังต้องรับผิดในความสูญหรือเสียหายที่เกิดขึ้นแก่เจ้าหนี้ คือต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เจ้าหนี้

ฎ 149/2506 – โจทก์ขายรถยนต์ให้จำเลย 1 คัน จำเลยชำระเงินสดให้จำนวนหนึ่งและเอรถยนต์คันหนึ่งมาตีราคาตอบแทนให้แก่โจทก์ ทั้งสองฝ่ายได้มอบรถยนต์และเงินสดให้แก่กันแล้ว แต่เนื่องจากรถยนต์ของโจทก์ที่ขายให้จำเลยนั้น โจทก์ยังผ่อนชำระราคาไม่หมด และยังไม่ได้รับโอนทะเบียนมา ทั้งสองฝ่ายจึงตกลงจะไปโอนทะเบียนให้แก่กันเมื่อโจทก์ผ่อนชำระราคาหมดและโอนทะเบียนมาแล้ว ดังนี้แสดงว่าทั้งสองฝ่ายไม่มีเจตนาโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์กันจนกว่าจะได้เป็นไปตามเงื่อนไขแล้ว
      ระหว่างที่เงื่อนไขยังไม่สำเร็จ รถยนต์ของโจทก์ซึ่งอยู่ในความครอบครองของจำเลยถูกไฟไหม้ใช้การไม่ได้โดยไม่ใช่ความผิดของฝ่ายใด เป็นการพ้นวิสัยที่โจทก์จะโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้จำเลยได้ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ของจำเลยให้โจทก์ เพราะสัญญาต่างตอบแทนตามมาตรา 372 วรรคแรก อนึ่ง เมื่อสัญญาระหว่างโจทก์จำเลยยังมีเงื่อนไขบังคับอยู่ กรรมสิทธิ์ยังไม่โอนมายังโจทก์ ก็ยังไม่เรียกว่าสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการก่อให้เกิดหรือโอนทรัพย์นั้น ตามมาตรา 370 ทั้งมาตรา 371 ก็บัญญัติว่าสัญญาต่างตอบแทน ถ้ามีเงื่อนไขบังคับก่อน และทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งสัญญานั้นสูญหรือทำลายลงในระหว่างเงื่อนไขยังไม่สำเร็จ จะนำมาตรา 370 มาใช้บังคับไม่ได้อีกด้วย


การรับผลของภัยพิบัติที่เกิดขึ้นแก่ทรัพย์ที่เป็นวัตถุของสัญญาต่างตอบแทน มาตรา 372
      มาตรา 372 – “นอกจากกรณีที่กล่าวไว้ในสองมาตราก่อน ถ้าการชำระหนี้ตกเป็นพ้นวิสัยเพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะโทษฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดก็ไม่ได้ไซร้ ท่านว่าลูกหนี้หามีสิทธิจะรับชำระหนี้ตอบแทนไม่
      ถ้าการชำระหนี้ตกเป็นพ้นวิสัยเพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะโทษเจ้าหนี้ได้ ลูกหนี้ก็หาเสียสิทธิที่จะรับชำระหนี้ตอบแทนไม่ แต่ว่าลูกหนี้ได้อะไรไว้เพราะการปลดหนี้ก็ดี หรือใช้คุณวุฒิความสามารถของตนเป็นประการอื่นเป็นเหตุให้ได้อะไรมา หรือแกล้งละเลยเสียไม่ขวนขวายเอาอะไรที่สามารถจะทำได้ก็ดี มากน้อยเท่าไร จะต้องเอามาหักกับจำนวนอันตนจะได้รับชำระหนี้ตอบแทน วิธีเดียวกันนี้ท่านให้ใช้ตลอดถึงกรณีที่การชำระหนี้อันฝ่ายหนึ่งยังค้างชำระอยู่นั้นตกเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งฝ่ายนั้นมิต้องรับผิดชอบ ในเวลาเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งผิดนัดไม่รับชำระหนี้”


ข้อพิจารณา มาตรา 372

การชำระหนี้ตกเป็นพ้นวิสัย   
      1. ต้องมิใช่กรณีตามมาตรา 370 หรือ 371
      2. วัตถุประสงค์แห่งการชำระหนี้ เป็นการให้กระทำการหรืองดเว้นกระทำการ ซึ่งตกเป็นอันพ้นวิสัย
      3. กรณีการชำระหนี้ตกเป็นพ้นวิสัย
         3.1 โทษฝ่ายใดไม่ได้ ลูกหนี้ไม่มีสิทธิได้รับการชำระหนี้
         3.2 โทษเจ้าหนี้ได้ ลูกหนี้มีสิทธิเรียกให้ชำระหนี้ตามสิทธิที่มีอยู่ได้ เช่น ความพ้นวิสัยเกิดจากการกระทำของเจ้าหนี้โดยจงใจ หรือโดยความประมาทเลินเล่น เช่นนี้เจ้าหนี้ต้องรับภัยที่ก่อขึ้น
         3.3 ผลของการชำระหนี้ตกเป็นพ้นวิสัยอันโทษเจ้าหนี้ได้ คือลูกหนี้หลุดพ้นจากการชำระหนี้ แต่เจ้าหนี้ยังมีหนี้ที่ต้องชำระตอบแทนให้แก่ลูกหนี้

คำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ มาตรา 372
ฎ 2526/2543 – การซื้อขายที่ดินระหว่างผู้ร้องกับผู้ตาย ผู้ตายจะต้องไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ร้องหลังจากออกโฉนดที่ดินแล้ว จึงเป็นเพียงสัญญาจะซื้อจะขาย หากการชำระหนี้ตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินดังกล่าวตกเป็นพ้นวิสัย เนื่องจากที่ดินของผู้ขายที่ออกโฉนดในภายหลังต้องห้ามไม่ให้โอนภายใน 10 ปี ตาม ป.ที่ดิน ทำให้ผู้ตายหลุดพ้นจากการชำระหนี้ ตาม ปพพ. มาตรา 219 วรรคหนึ่ง ไม่ต้องไปจดทะเบียนโอนให้ผู้ร้อง แต่ผู้ตายหามีสิทธิได้รับชำระราคาที่ดินตอบแทนตาม ปพพ.มาตรา 372 วรรคหนึ่งไม่ ผู้ตายต้องคืนราคาที่ดินให้แก่ผู้ร้อง เมื่อผู้ตายยังไม่คืนเงินถือว่าผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้เป็นผู้มีส่วนได้เสียและมีสิทธิร้องขอต่อศาล ขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกเกี่ยวกับที่ดินแปลงดังกล่าวได้

ฎ 9241/2539***- วัตถุประสงค์แห่งหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่พิพาท คือการรับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามจำนวนเนื้อที่ที่จะซื้อสำหรับโจทก์ (ผู้ซื้อ) และการรับชำระค่าที่ดินตามจำนวนที่ตกลงกันสำหรับจำเลย (ผู้ขาย) เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตั้งแต่วันโอนตามสัญญาว่ามีการเวนคืนที่ดิน และที่ดินที่จะซื้อจะขายอยู่ในเขตเวนคืนอันจะมีผลทำให้ที่ดินที่จะซื้อจะขายถูกเวนคืนทั้งหมดหรือบางส่วนได้ ดังนั้นการปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญาจึงเกิดปัญหาทั้งในส่วนจำนวนเนื้อที่ดินที่โจทก์จะพึงได้รับตามที่ได้ตั้งวัตถุประสงค์ไว้ และในส่วนจำนวนค่าที่ดินที่จำเลยมุ่งไว้ ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ตามสัญญาจะซื้อจะขาย กรณีถือได้ว่าการชำระหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่พิพาทตกเป็นพ้นวิสัยเพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ตาม ปพพ.มาตรา 372 ต่างฝ่ายต่างไม่ต้องชำระหนี้ต่อกันอีก กรณีไม่อาจเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้และจำเลยต้องคืนเงินมัดจำให้แก่โจทก์ (ทำนองเดียวกับ ฎ 545/2532)

ฎ 282/2525***- สัญญาเช่าซื้อตาม ปพพ.มาตรา 572 เป็นสัญญาเช่าอย่างหนึ่ง ผู้ให้เช่าย่อมมีหน้าที่ส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าให้ผู้เช่าได้ใช้ประโยชน์ตามสัญญา โจทก์(ผู้เช่าซื้อ) ตกลงซื้อที่ดินเพื่อปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ขายพร้อมที่ดิน มิใช่เช่าซื้อมาเพื่อรับเงินค่าทดแทนการเวนคืน เมื่อจำเลยไม่สามารถส่งมอบที่ดินให้โจทก์ได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ตามสัญญาเพราะที่ดินถูกเวนคืน การชำระหนี้ย่อมตกเป็นพ้นวิสัยเพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะโทษฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมิได้ จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ย่อมไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตอบแทนตาม ปพพ.มาตรา 372 วรรคแรก โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าเช่าซื้อที่ชำระไปแล้วคืนจากจำเลย(ผู้ให้เช่าซื้อ)
      สัญญาระหว่างโจทก์จำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทน ซึ่งคู่สัญญาต่างมีหน้าที่จะต้องชำระตอบแทนกัน แม้จำเลยจะหลุดพ้นจากการชำระหนี้ตาม ปพพ.มาตรา 219 จำเลยก็ไม่มีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ตอบแทนตามมาตรา 372 วรรคแรก กรณีเช่นนี้ไม่มีบทกฎหมายใดให้สิทธิจำเลยที่จะได้รับชำระหนี้ฝ่ายเดียวโดยไม่ต้องชำระหนี้ตอบแทน   

ฎ 1346/2517 (ประชุมใหญ่) – เมื่อห้องแถวซึ่งเป็นวัตถุแห่งการเช่าถูกไฟไหม้หมดสิ้น สัญญาเช่าย่อมระงับไปตาม ปพพ. มาตรา 567
      ทรัพย์สินที่เช่าได้สูญหายไปหมดสิ้นเพราะถูกไฟไหม้โดยมิใช่ความผิดของผู้เช่า และโจทก์ยังใช้ทรัพย์สินที่เช่าไม่ครบถ้วนตามอายุการเช่า เมื่อสัญญาเช่ามิได้กำหนดข้อยกเว้นไว้ว่าผู้เช่าไม่มีสิทธิเรียกค่าเช่าบางส่วนคืนจากผู้ให้เช่าในกรณีที่ทรัพย์สินที่ให้เช่าได้สูญหายไปเพราะเหตุใดๆ แล้ว โจทก์ก็มีสิทธิเรียกค่าเช่าที่ได้ชำระให้แก่จำเลย  ผู้ให้เช่าไปแล้วนั้นคืนตามส่วนถัวของระยะเวลาที่โจทก์ไม่ได้รับประโยชน์จากทรัพย์สินที่เช่าได้
ฎ 229/2526







 



พรรณทิวา
(ไม่ใช่สมาชิก)
ข้อความที่ 1 เมื่อ » 2013-04-28 18:10:09 (IP : , ,115.87.20.78 ,, )
ถ้าต้องการซื้อบ้านราคา760,000บาท แต่ยื่นกู้860,000บาทและทำสัญญาอีกฉบับให้ผู้ขายคืนเงินส่วนต่าง100,000บาทให้หลังจากที่ธนาคารจ่ายเงินให้ผู้ขายแล้วได้หรือไม่ค่ะ ถ้าได้ต้องเขียนสัญญาแบบไหนค่ะ

พรรณทิวา
(ไม่ใช่สมาชิก)
ข้อความที่ 2 เมื่อ » 2013-04-28 18:13:24 (IP : , ,115.87.20.78 ,, )
อีก1คำถามนะค่ะ ถ้าต้องการให้ร่างสัญญาให้ต้องมีค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไรค่ะ
รบกวนตอบกลับที่puntiwa.nan0519@gmail.comขอบคุณล่วงหน้าสำหรับข้อมูลค่ะ
แสดงความคิดเห็น
ชื่อ
ข้อความ (BB CODE)
ภาพประกอบ


สมาชิก
สมาชิกที่ Online
ระบบนี้จะต้องทำการติดตั้งเพิ่มเติม กรุณาติดต่อเจ้าหน้าที่
สถิติเว็บไซต์
เปิดเว็บเมื่อ : 2013-01-07
จำนวนสมาชิก : 52 คน
ปรับปรุงเมื่อ : 2014-09-09
จำนวนครั้งที่ชม : 369,822 ครั้ง
Online : 27 คน